การระลึกชาติได้

กลับมาเข้าสู่บทความชิ้นนี้  จากหลักการของความน่าจะเป็นดังกล่าวนั้น ในการศึกษาเรื่องตายแล้วเกิด หรือการเวียนว่ายตายเกิดก็ควรจะใช้หลักการเดียวกันนี้ได้

กรณีศึกษา

หลักโดยทั่วไป ในการศึกษาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดนี้ ผู้ที่ศึกษาอย่างมีหลักการในทางวิชาการนั้น มิใช่เป็นคนในศาสนาพุทธ เพราะ ส่วนใหญ่คนในศาสนาพุทธใน เชื่อในเรื่องนี้อยู่แล้ว  จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปศึกษา

มีนักวิชาการชาวตะวันตกที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการ เวียนว่ายตายเกิดอยู่เป็นจำนวนมาก  ที่มีชื่อเสียงและคนไทยรู้จักก็เช่น ดร. เอียน สตีเวนสัน และ ดร. ไบรอัน ไวส์ เป็นต้น

จากการศึกษาของผู้ที่ ศึกษาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดพบว่า ส่วนใหญ่เด็กที่ระลึกชาติได้ และจำชาติอื่นๆ ได้ จะมีอายุประมาณ 2-7 ขวบ  เด็กจะจำสิ่งของที่เป็นของตนเองจากชาติที่แล้วมาได้  สามารถจำบุคคลที่เป็นญาติเป็นเพื่อนของตนเองเมื่อชาติก่อนได้ 

ผมขอยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง  เรื่องนี้ เป็นการค้นคว้ารวบรวมของ ศาสตราจารย์ ดร.คลุ้ม วัชโลบล จากหนังสือระลึกชาติของท่าน

...........................
หนังสือ พิมพ์ไทยรัฐฉบับที่ 7423 วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.  2521 ได้ลงข่าวว่า ได้พบเด็กระลึกชาติรายใหม่ อายุเพียง 3 ขวบ หนียายออกจากบ้าน ไปหาครอบครัวเมื่อชาติก่อน เผยความหลังชาติก่อนเป็นครู ถูกคนร้ายยิงตาย มีลูก 5 คน เมียเก่าและลูก ได้ยินเรื่องราวถึงกับตะลึง เพราะรู้เรื่องชาติก่อนได้ถูกต้อง เพื่อนเก่าเป็นตำรวจก็อัศจรรย์ใจ เมื่อเด็ก 3 ขวบทักทายว่า จำได้ไหม แล้วเล่าความหลังให้ฟัง

เด็กระลึก ชาติรายใหม่ ที่จำความชาติปางก่อนได้ถูกต้อง คือ ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ เดี๋ยวนี้อายุ 10 ขวบ (พ.ศ. 2521) บุตรของนายเบิ้ม หรือ คำรณ นางสมคิด อยู่บ้านเลขที่ 189 หมู่ที่ 1 กิ่งอำเภอวังทรายพูน จังวัดพิจิตร นายเบิ้มผู้เป็นพ่อ มีอาชีพเป็นช่างตัดผม แม่ตัดเย็บเสื้อผ้า ปัจจุบันได้ย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ พักอยู่ที่บ้านเลขที่ 20 ซอยโลหิตสุข ถนนดินแดง แขวงห้วยขวาง เขตพญาไท กทม. แต่ ด.ช. ชนัย อาศัยอยู่กับยายที่พิจิตร ชื่อ นางพรม เบ็ญทอง อายุ 67 ปี พักอยู่ที่ 608 หมู่ที่ 1 ตำบลทัพคล้อ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ร.ร.วัดเขาทราย อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร

นางพรม เบ็ญทอง ผู้เป็นยาย ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวไทยรัฐว่า มารู้ว่า ด.ช. ชนัย ระลึกชาติได้ ก็เพราะ ด.ช. ชนัย ได้เล่าเรื่องแต่ชาติปางก่อนให้ยายฟังว่า เมื่อชาติก่อนตัวเองเป็นครูชื่อ "บัวไข หล่อนาค" สอนประจำอยู่ที่โรงเรียนท่าบ่อ ตำบลบางหว้า อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร

จากนั้น ด.ช. ชนัย ยังได้เล่าว่า แต่เดิมตนมีพ่อชื่อ นายเขียน แม่ชื่อ นางยวง แล้วยังมีภรรยาชื่อ นางสวน มีลูกกับนางสวน 5 คนด้วยกัน เป็นหญิงสามชายสอง คนโตชื่อ น.ส. บรรจง หรือ ติ๋ม คนที่สองชื่อ น.ส. เบญจา หรือ ต๋อย ทั้งสองคนนี้เป็นฝาแฝด คนที่สามชื่อ นายณรงค์ คนที่สี่ชื่อ นายบุญเทียม และคนสุดท้องชื่อ น.ส. น้ำค้าง

ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ หรือ นายบัวไข หล่อนาค เมื่อชาติก่อน ได้เล่าเหตุการณ์ที่ตนต้องตายว่า
ขณะ นั้นภรรยาในชาติก่อน คือ นางสวน ได้ตั้งท้องลูกสาวคนเล็ก คือ น.ส.น้ำค้างได้ 3 เดือน นายบัวไขได้ขี่รถจักรยานจะไปสอนหนังสือที่โรงเรียน ได้ถูกคนร้ายไม่ทราบว่าเป็นใคร ลอบยิงข้างหลัง ซึ่งแผลเป็นรอยกระสุนยังติดตัวมาถึงชาตินี้ โดยถูกลอบยิงจากท้ายทอยทะลุหน้าผาก
ฝ่ายผู้เป็นยาย คือ นางพรม เมื่อรับฟังเรื่องราวจากหลานชายวัย 3 ขวบ ในตอนแรกก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง อยู่มาวันหนึ่ง ด.ช. ชนัย ได้พยายามหนีออกจากบ้าน ขึ้นรถประจำทางจากตำบลทับคล้อ อำเภอตะพานหิน ไปที่อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เพื่อเยี่ยมครอบครัวของนางสวน ภรรยาในชาติก่อน

นางพรมจึงต้องตามไปด้วย เมื่อพบกัน และเล่าความหลังให้ฟัง ก็ปรากฏว่าฝ่ายครอบครัวของนางสวนเชื่อสนิทว่า ด.ช. ชนัย คือ นายบัวไข ในชาติก่อน นอกจากนี้ ด.ช. ชนัย ยังสอบถามนางสวนว่า
ของมีค่าที่ให้เก็บ ไว้ในชาติก่อนนั้นยังอยู่ดีหรือ ซึ่ง ด.ช. ชนัย หมายถึง ปืนสองกระบอกพร้อมกับบอกที่ซ่อนของ ซึ่งสมาชิกในครอบครัว เมื่อได้รับคำบอกเล่า ถึงกับตะลึง

ผู้สื่อข่าวไทยรัฐรายงานว่า เมื่อ ด.ช. ชนัยได้พบหน้ากับ จ.ส.ต. สนาน เจ้าหน้าที่ตำรวจแห่ง ส.ภ.อ.เมืองพิจิตร ซึ่งเดิม จ.ส.ต. สนาน เป็นเพื่อนสนิทของนายบัวไข ทันทีที่พบหน้า ด.ช. ชนัยก็เอ่ยปากทักว่า

"เฮ้ยหนาน ยังอยู่สบายดีหรือ จำเราได้ไหม เราบัวไขเพื่อนเก่าของนายไงล่ะ"

จ.ส.ต. สนานถึงกับตะลึงไปเช่นกัน นึกไม่ถึงว่าเด็กอายุ 3 ขวบจะเป็นเพื่อนของตน เมื่อสอบถามเรื่องความหลังซึ่งกันและกัน ด.ช. ชนัย ก็เล่าความหลังได้ถูกต้องทุกอย่าง และเมื่อถามถึงอาหารการกินที่ชอบ ด.ช. ชนัยก็บอกว่า "ชอบไข่ดาว กับ ข้าวหลาม"

ซึ่งทุกคนยอมรับว่า นายบัวไขเมื่อชาติก่อน ชอบอาหารเช่นนั้นจริง ๆ และแม้ในชาตินี้ ด.ช. ชนัย ก็ยังชอบอาหารชนิดนี้

นอกจากนี้ จ.ส.ต. สนาน รวมทั้งสมาชิกในครอบครัวของนางสวนทุกคน รวมทั้งลูก ๆ ทุกคนของนายบัวไขในชาติก่อน ต่างก็ยอมรับว่า ด.ช. ชนัยผู้นี้ คือ พ่อของตนในชาติก่อนจริง และปัจจุบัน ด.ช.ชนัย ยังไปมาหาสู่กับครอบครัวนี้โดยสนิทสนม

ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ถาม ด.ช. ชนัย ซึ่งปัจจุบันอายุ 10 ขวบ ในทำนองกระเซ้าว่า "ถ้ามีคนมาสู่ขอนางสวน ภรรยาเก่าในชาติก่อนของด.ช.ขนัยจะว่ายังไง"

ด.ช. ชนัย ไม่ตอบ แต่แสดงอาการหึงหวงเห็นได้ชัด และไม่พอใจต่อคำถามนี้มาก แต่ได้หัวเราะกลบเกลื่อนความรู้สึกไว้

เรื่องที่เล่ามาข้างบนนี้ ถึงแม้ว่าข้าพเจ้ามิได้มีโอกาสไปสอบสวน พบปะกับครอบครัวของ ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ ทั้งในปัจจุบัน และ ชาติก่อนด้วยตนเองก็ดี แต่บังเอิญมีสมาชิกของ ชมรมกฎแห่งกรรม คือ คุณประสิทธิ์ การุณยวณิช ผู้จัดการสหธนาคาร จำกัด สาขาจังหวัดชลบุรี และคุณสงบ แจ่มพัฒน์ หรือ "อนามิส" แห่งหนังสือ รายสัปดาห์ "บางกอก" ทั้งสองท่านนี้ได้เดินทางไปจังหวัดพิจิตรด้วยรถยนต์ส่วนตัวของคุณประสิทธิ์ พร้อมด้วยคนขับ เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2521 ได้ไปพบนางพรม เบ็ญทอง ยาย และ ด.ช. ชนัย พบพ่อ-แม่-นายเขียน และ นางยวง และ ภรรยา-นางสวนและลูก ๆ ในชาติก่อน

ได้สัมภาษณ์อย่างละเอียดลออได้ความตรงกัน และยังได้ข้อมูลเพิ่มเติมยืนยันอีกหลายอย่าง แสดงว่า ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ นั้นเป็น คุณครูบัวไข หล่อนาค มาเกิดใหม่แน่นอน

ต่อไปนี้จะขอนำข้อความที่น่าสนใจ ที่คุณประสิทธิ์ การุณยวณิช ได้ไปสัมภาษณ์ ยาย, พ่อ, แม่, และภรรยาในชาติก่อนมาเพิ่มเติมอีกสักหน่อย

ตอนที่นางพรม เบ็ญทอง-ยาย ได้พาเด็กชายชนัยไปพบ พ่อ-แม่ ในชาติก่อน ด.ช. ชนัยเป็นผู้บอกนำทาง เมื่อไปทางถนนใหญ่แล้ว ก็ชี้ให้เข้าตรอกซอย จากถนนใหญ่อีกไกลกว่าจะถึงบ้านพ่อแม่เขา เมื่อไปถึงเขาก็เดินนำเข้าไปในบ้าน ซึ่งมีคนนั่งอยู่หลายคน ทั้งคนอายุมากและเด็ก ๆ ด.ช. ชนัยก็ตรงเข้าไปกราบชายอายุมากคนหนึ่ง และหญิงอีกคนหนึ่ง แล้วก็ร้องไห้พูดว่า

"พ่อจ๋า แม่จ๋า ลูกมาหา ลูกคิดถึงพ่อ คิดถึงแม่มาก"

ชายหญิงมีอายุทั้งสอง ที่เด็กอ้างว่าเป็นพ่อแม่ในชาติก่อนก็ตกตะลึงงง และสงสัย เพราะจู่ๆ ไม่ทันรู้ตัวก็มีเด็กเข้ามากราบแล้วร้องไห้เรียก พ่อ แม่ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นเด็ก และ ยายมาก่อน ส่วนยายเองก็ตื่นเต้น เพราะว่าที่นั่น มีผู้ใหญ่อยู่บนเรือนหลายคน ทำไมเด็กอายุแค่นั้น (3 ขวบ) จึงไปเจาะจงว่าคนนั้นคนนี้เป็นพ่อเป็นแม่มาแต่ชาติก่อน

เด็กบอกว่า เป็นครูบัวไขมาเกิด ผู้ใหญ่ทั้งสองไม่แน่ใจว่า จะเป็นครูบัวไขลูกของตัวมาเกิด แต่เมื่อเห็น แผลเป็น เหมือนครูบัวไขลูกชาย ที่ถูกยิงจากท้ายทอยทะลุออกหน้าผากก็ชักจะมีน้ำหนักพอที่จะเชื่อ

ตอนที่ ยายพา ด.ช. ชนัย ไปพบพ่อแม่อีกครั้งหนึ่งตามนัด มีผู้คนทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่ พ่อแม่ นั่งคอยอยู่ในบ้านก่อนแล้ว เพื่อเป็นพยานช่วยกันพิสูจน์ เรื่องครูบัวไขกลับชาติมาเกิดจริงหรือไม่

ญาติผู้หนึ่งได้ถามขึ้นว่า "เราอ้างว่าเป็นครูบัวไขน่ะจำเมียของเราได้ไหมว่าชื่ออะไร"

ด.ช. ชนัยก็หันไปมองเมียแล้วตอบทันทีว่า

"ชื่อสวนนะซิ"

เสียงพึมพำพึงเกิดขึ้น ต่างก็แปลกใจที่เด็กบอกได้ถูกต้อง ต่อมาแม่เขาก็นำของใช้ ของธรรมดาหลายอย่างปนกันมาให้ดูแล้วบอกว่า "อะไรเป็นของลูกเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ยังจำได้ไหมหยิบให้แม่ดูซิ"
เด็กก็หยิบดูแล้วว่า "นี่เป็นของผม นี่ไม่ใช่ของผม โน่นก็เป็นของผม"

เสร็จแล้วเขาก็จูงมือแม่เขาเดินดูในบ้าน แล้วก็ชี้ว่าอ้ายตรงนี้ของๆ ผมตั้งอยู่ที่นี่ มันหายไปไหน ตรงโน้นของผมตั้งอยู่ หายไปไหน หนังสือของผมอยู่ในตู้มันหายไปไหนหมด"

เมียในชาติก่อนเขาก็ตอบว่า "เมื่อเจ้าของไม่อยู่ฉันก็ให้เขาไปซิ จะได้เป็นประโยชน์กับผู้อื่นต่อไป"
เมื่อ ด.ช. ชนัยได้ยินเช่นนั้นก็พูดว่า "เมื่อให้ไปแล้วก็แล้วไปนะ"

ต่อมาแม่เขาก็ถามขึ้นอีกว่า "แล้วอะไรของลูกที่นึกออกว่ายังมีอะไรบ้าง"

เด็กก็บอกว่า "พระของผมยังมีอยู่พวงหนึ่ง"

แม่ถามว่า "พระของลูกมีกี่องค์"

เด็กบอกว่า "พระของผมมีอยู่ 3 องค์ เป็นพระเครื่องนางพญา"

คราวนี้พวกที่ไม่รู้เรื่องมาก่อน แอบกระซิบถามเมียเมื่อชาติก่อน ว่าจริงไหมที่เขาพูด เมียเขาก็บอกว่าเป็นความจริงทุกอย่าง คราวนี้มีผู้ถามว่า

"ก่อนที่ครูจะถูกยิงตายวันนั้น ครูทำอะไรบ้างพอจะนึกออกไหม"

ด.ช. ชนัยบอกว่า "เช้าวันนั้นผมก็ซักผ้าก่อน แล้วผมก็ถอดพระที่ห้อยคอไว้ที่โต๊ะ แล้วก็ไปอาบน้ำ เสร็จแล้วก็มากินข้าว แล้วก็แต่งตัวถีบจักรยานไปโรงเรียน

วันนั้นผมลืมพระไว้ ไม่ได้ห้อยคอติดตัวไปด้วย ปืนสั้นที่เคยพกก็ไม่ได้พกไป วันที่ผมถูกยิงไม่ได้เอาติดตัวไปเลย ถ้าผมไม่ลืมเอาไปด้วยเมื่อถูกยิงตายก็คงไม่มีอะไรเหลือ"

พ่อในชาติก่อนของเด็ก ได้ถามขึ้นว่า "ปืนอะไรที่ลูกมี"

เด็กก็ตอบว่า"ก็ปืนสั้น ปืนยาว อย่างละกระบอก"

พ่อแม่และเมียต่างก็รับว่าจริง ตอนนั้นทั้งพ่อแม่และเมีย และญาติ ต่างก็เช็ดน้ำตา บางคนก้มหน้าสะอึกสะอื้น ญาติที่สนใจถามว่า

"ที่หนูอ้างว่าเป็นครูบัวไขถูกยิงตายกลับชาติมาเกิด คงจะรู้เรื่องวันที่ถูกยิงได้ดี ถูกยิงเวลาเช้าไปโรงเรียน หรือ บ่ายกลับจากโรงเรียน"

เด็กตอบว่า "เขายิงเวลาที่ฉันถีบจักรยาน ที่จะไปโรงเรียน"

แล้วมีผู้ถามต่อไปว่า "เมื่อครูตายแล้วเขาเอาศพครูไปเผาที่วัดไหน"

เด็กตอบว่า"เขาก็เอาไปเผาที่วัดตะพานหินนะซิ"

ต่อจากนั้นแม่เขาก็ไปหยิบเข็มขัด ที่เป็นช่องสำหรับใส่ลูกปืนคาดเอว 5-6 สาย ทำเหมือนจะเสี่ยงทายแล้วพูดว่า

"เข็มขัดกระสุนเหล่านี้ หากลูกจำได้ว่าอันไหนเป็นของลูก ก็หยิบขึ้นมา ถ้าหยิบไม่ถูก จำไม่ได้ก็เป็นอันว่าไม่ใช่ลูกของแม่"

ตอนนั้นยายของเด็กรู้สึกตื่นเต้น ใจคอไม่สบาย เพราะกลัวว่า หลานชายจะหยิบผิดจำไม่ได้ และกลัวเขาจะหาว่า ยายพาหลานมาหลอกลวงเขา ทำให้คิดวุ่นวาย ใจเต้น คอยจ้องตาดูว่า เด็กจะหยิบถูกหรือผิด เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ แต่เมื่อเด็กมองดูแล้วก็ไม่ได้ชักช้าเสียเวลา หยิบเข็มขัดสายหนึ่งยังมีลูกกระสุนเสียบอยู่ 3 ลูกออกมาชูขึ้นบอกว่า

"แม่เข็มขัดลูกปืนเส้นนี้เป็นของฉัน"

เมื่อผู้เป็นแม่ในชาติก่อนเห็นเช่นนั้นก็ร้องไห้โฮ และพวกญาติที่นั่นก็ร้องไห้ตามไปด้วยหลายคน ส่วนยายที่ใจกำลังเต้นตุกตักอยู่นั้น ก็ค่อยโล่งอกหายใจทั่วท้อง เมื่อพ่อแม่เขารับว่าถูกต้องแล้ว เป็นครูบัวไขมาเกิดแน่แล้วแม่ก็ร่ำครวญว่า

"พุทโธ่เอ๋ย ลูกของแม่ ญาติของเราก็มีถมเถไป ทำไมลูกจึงไม่มาเกิดในสายญาติของเราละลูก ทำไมต้องไปเกิดทางไกลอย่างนี้"

ด.ช. ชนัย ได้ตอบว่า "เราจะเลือกเกิดไม่ได้หรอกแม่ แล้วแต่ผู้จัดการบันดาลให้เราเกิด เราขัดคำสั่งเขาไม่ได้ เขาสั่งให้เราเกิดที่ไหน เราก็ต้องเกิดที่นั่น ถ้าหลบไปเกิดที่อื่น ไม่ช้าเขาก็เอาตัวกลับไปอีกเราก็ต้องรับโทษ"

ต่อจากนั้นก็ได้ยินเสียงเมียในชาติก่อนเขาพูดอย่างเยาะๆ ว่า

"เกิดมาชาตินี้จะเจ้าชู้มีเมียมากอีกไหม"

เด็กได้ตอบว่า"ฉันเข็ดแล้วไม่เอาอีก" แล้วเล่าให้เมียฟังว่า

"เขา บังคับทำโทษให้ฉันแก้ผ้าหมด เหลือแต่ตัวเปล่าล่อนจ้อน เขาพาไปที่สระบัวกว้างใหญ่ เขาให้ฉันเดินลัด บุกฝ่าดงบัวเหมือนทำโทษ ที่ฉันเจ้าชู้มีเมียมาก ฉันได้รับความลำบากมาก กว่าจะเดินฝ่าดงบัวออกมาได้

เมื่อพ้นแล้วเขาก็ให้ใส่เสื้อผ้า มีคนมาประกบคุมตัวอยู่สองข้าง พาฉันให้เดินมาพักหนึ่งแล้ว เขาก็บอกว่า ให้ไปเกิดได้ เขาส่งได้แค่นี้ ฉันก็มาเกิดตามที่เขาสั่ง ที่เขาเกณฑ์ให้เกิด แล้วฉันก็หมดความรู้สึก"

อีกตอนหนึ่งที่นับว่าสำคัญเกี่ยวกับเรื่อง วิญญาณ คือการที่ คุณประสิทธิ์ การุณยวณิช ได้สัมภาษณ์ ด.ช.ชนัย ซึ่งข้าพเจ้าได้คัดเอามาบางตอน

ประสิทธิ์ "วันที่หนูก่อนจะถูกยิงนั้น มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง ที่ผิดปกติกว่าวันธรรมดา"

ชนัย "วันที่ผมตาย ผมลืมไม่ได้แขวนพระติดตัวไปด้วย ธรรมดาผมไม่เคยลืม ปืนสั้นที่ผมเคยพกก็ไม่ได้พก เมื่ออาบน้ำกินข้าวเสร็จ ก็รีบแต่งตัว คว้าจักรยานถีบออกจากบ้าน เคราะห์ดีครับที่ผมไม่ได้ห้อยพระและพกปืนไป ไม่เช่นนั้น เมื่อผมถูกยิงตาย มันคงเก็บเอาไปหมด"

ประสิทธิ์ "แล้วหนูรู้จักชื่อเสียงตัวคนร้ายที่ยิงหนูไหม แล้วเวลาตายรู้สึกอย่างไรบ้าง ใจวูบไปเลย หรือ เจ็บปวดสาหัสก่อนตาย หรือเหมือนหลับไปเฉย ๆ "

ชนัย "ไม่หรอกครับ คนยิงไม่รู้จักว่าเป็นใคร เพราะเขายิงผมข้างหลัง ไม่รู้ตัวเวลาตาย รู้สึกวิญญาณผมออกจากร่างแล้ว ผมยังมองเห็นตัวเองนอนอยู่บนถนน ขายังสั่นกระดิกๆ เลือดออกทางแผลถูกยิงตรงหัวไหลนองถนน"

ประสิทธิ์ "เมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้วล่องลอยไปอยู่ที่ไหน พบปะอะไรบ้าง หนูยังจำได้ไหม ก่อนจะกลับมาเกิดใหม่มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง"

ชนัย "วิญญาณผมเร่ร่อนไปในที่ต่าง ๆ วนเวียนไปหลายแห่ง จะไปไหนบ้างเวลานี้ผมจำไม่ได้ ผมลืมไปหมดแล้วครับ"

การระลึกชาติของ ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ นับว่าเป็นการพิสูจน์เรื่อง "การเวียนตายเวียนเกิด" ค่อนข้างจะสมบูรณ์ดีมาก เพราะได้รับการยืนยัน จากหลายแหล่งด้วยกันคือ

1) จากปากคำของ ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ เอง
2) จากนางพรม เบ็ญทอง ยายของเด็ก
3) จากนายเขียน และ นางยวง หล่อนาค พ่อแม่ของเด็กในชาติก่อน
4) จากนางสวน หล่อนาค ภรรยาครูบัวไข
5) จาก จ.ส.ต. สนาน เพื่อนสนิทของครูบัวไข
6) จาก น.ส. ติ๋ม และ ต๋อย หรือ น.ส. บรรจง และ น.ส. เบ็ญจา หล่อนาค บุตรสาวฝาแฝดของครูบัวไข
7) จากทรัพย์สินของใช้ ของครูบัวไขหลายอย่าง ซึ่ง ด.ช. ชนัยจำได้อย่างแม่นยำ
8) จากแผลเป็นที่ถูกยิงตาย จากท้ายทอยทะลุออกทางหน้าผาก ซึ่งติดตัว ด.ช. ชนัย มาในชาตินี้ด้วย
9) จากปากคำของ นายคำรณ หรือ "เบิ้ม" และนางสมคิด ชูมาลัยวงศ์ พ่อและแม่ของ ด.ช. ชนัย ในปัจจุบันนี้

[ในตอนที่ปรับปรุงบทความนี้ เดือนเมษายน 2552  ครูบัวไข-ชาติก่อน/คุณชนัย-ชาตินี้] เขียนเป็นหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คออกมาเผยแพร่ ตอนที่ผมเห็นในร้านหนังสือนั้น เป็นการพิมพ์ครั้งที่ 2 แล้ว]
.........................

จากประเด็นตัวอย่างนั้น ถ้าพิจารณาในหลักการของความน่าจะเป็น ดช. ชนัยจะมีโอกาสรู้เรื่องราวต่างๆ นั้นยากมาก เพราะ ไม่ใช่เป็นคำตอบแบบเลือกตอบ

การที่ ดช. ชนัยรู้ได้อย่างนั้นแสดงว่า ดช. ชนัยเป็นครูบัวไขมาเกิดใหม่จริงๆ

ในกรณีนี้ ถ้าสมมุติว่าเป็นการหลอกลวง หรือเป็นการล้อเล่นกัน พิจารณาในเรื่องความน่าจะเป็นจะมีโอกาสที่เด็กอายุเพียง 3 ขวบจะจำเรื่องที่จะไปหลอกลวงหรือล้อเล่นกันได้ขนาดไหน

พูดง่ายๆ ก็ว่า ไม่มีทางเป็นไปได้เลย  ดังนั้น เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดถ้าพิจารณาในประเด็นของความน่าจะเป็น ก็เป็นความจริงที่ยอมรับได้

จากการศึกษาอย่างเป็นวิชาการ เด็กที่ระลึกชาติได้นั้น ไม่ใช่มีเพียงคน 2 คน เท่าที่มีการศึกษากัน มีประมาณ 2000-3000 คน

เด็กที่ระลึกชาติได้ ที่ไม่ศึกษาอย่างเป็นวิชาการ  ไม่มีการจดบันทึกและเผยแพร่ออกไป ไม่รู้อีกเป็นจำนวนเท่าไหร่  แต่คนไทยทั่วๆ ไปจะรู้จักและได้ยินได้ฟังเรื่องเหล่านี้ จนไม่มีข้อสงสัยอะไร

โดยสรุป
การตายแล้วหรือการเวียนว่ายตายเกิดมีจริงๆ เมื่อพิจารณาตามหลักการของความน่าจะเป็น

ถ้าจะมีใครแย้งว่า หลักการของความน่าจะเป็นนั้นไม่น่าเชื่อถือ  เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก  เพราะถ้าจะยึดหลักการที่ว่าความน่าจะเป็นนั้นไม่น่าเชื่อถือ งานวิจัยเชิงปริมาณเกือบทั้งหมดก็คงใช้ไม่ได้  แต่จากการศึกษาพบว่า แม้กระทั่งการทำโพลล์ ถ้าทำอย่างถูกต้องแล้ว ผลการศึกษาก็เชื่อถือได้

การเวียนว่ายตายเกิดเมื่อใช้หลักการของความน่าจะเป็นก็เห็นได้ว่า มีความเป็นจริงสูง คนที่ระลึกชาติไม่ได้ ไม่สามารถจะกระทำตามอย่างที่ยกมาเป็นตัวอย่างได้เลย ในเมื่อมีการเวียนว่ายตายเกิดจริง ดังนั้น สวรรค์นรกก็ต้องมีจริงๆ...



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น