บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

ทำไม ไม่เชื่อเรื่องเด็กระลึกชาติ





ในบทความชุดนี้ จำนวน 9 บทความ ผมได้นำเสนอไปว่าการเวียนว่ายตายเกิดมีจริง  พอดีไปพบกระทู้ที่คนอยากจะรู้เหตุผลว่า “ทำไม ไม่เชื่อเรื่องเด็กระลึกชาติ” ในห้องหว้ากอ ของเว็บพันธุ์ทิพย์ เลยเอามาวิพากษ์วิจารณ์ไว้ในบล็อกนี้

ชื่อของกระทู้ และเนื้อหาของกระทู้ดังกล่าวมีสั้นๆ ดังนี้

เด็กระลึกชาติได้ก็มีมากมายทำไมถึงไม่เชื่อ?

มีเหตุย่อมมีผล หากตัวคุณยังรับผลไม่หมดในชาตินี้แล้ว ตายซะก่อน ยังไงคุณต้องมารับผลในชาติหน้า เหตุจะหายไปเฉยๆ ไม่ได้ เหมือนอนุภาคกับปฏิอนุภาคที่ต้องทำลายล้างกันไปให้เป็นศูนย์

ฉันใดก็ฉันเพล คิดยังไงก็เป็นตรรกะที่สมบูรณ์แบบในตัวของมันเอง ถ้าไม่เห็นแสดงว่ามีกรรมบังตา

หลักฐาน: เด็กระลึกชาติทั่วโลก

อันที่จริงแล้วกระทู้นี้ ชื่อของมันก็ OK อยู่ แต่คำอธิบายกระทู้ของมันก็มั่วเสียเหลือเกิน  

มาวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นกันเลย ดูซิว่า คนที่มาให้ความคิดเห็นในห้องหว้ากอ มันจะสมองหมา ปัญญาควายเหมือนในห้องศาสนาหรือไม่

ความคิดเห็นที่ 2

ผมไม่เคยเห็นเด็กระลึกชาติคนไหนประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกเลยครับ ถ้าระลึกชาติได้จริง

ทำไม ไม่เอาความรู้ความสามารถของชาติที่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่มนุษยชาติล่ะครับ?

ความคิดเห็นนี้ เข้าข่ายสมองหมา ปัญญาควาย.... 

คนให้ความคิดเห็นมันไม่เชื่อ มันก็เลยพยายามหาเหตุผลที่จะมาสนับสนุนความไม่เชื่อของมัน  แต่ความที่มันโง่  เหตุผลที่มันเสนอมา จึงเป็นเรื่องโง่ๆ ของไอ้พวกโง่

การที่เด็กระลึกชาติได้” กับ “การประสบความสำเร็จในชีวิต” มันไม่ได้เกี่ยวกัน  ถ้ามันเห็นว่า ทั้ง 2 เรื่องเกี่ยวข้องกัน มันก็ต้องอธิบายให้ได้เสียก่อน

อันที่จริงแล้ว  ยังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถทำอะไรได้อย่างมหัศจรรย์แบบไม่เคยฝึก ไม่เคยเรียนมาก่อน  และวิทยาศาสตร์ก็มึนอธิบายไม่ได้เหมือนกัน ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

แต่เด็กพวกนี้ ระลึกชาติไม่ได้

ผมขอยกตัวอย่างของเด็กหญิง Amira Willighagen อายุ 9 ปี ตอนที่เข้าแข่ง Holland's Got Talent  2013 กับ เด็กหญิง Connie Talbot อายุ 6 ปี ตอนที่เข้าแข่ง Britain's Got Talent 2007  เด็กหญิงทั้ง 2 คนนั้น ได้รับรางวัลชนะเลิศทั้งคู่ ตอนนี้ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว

เด็กหญิง Amira Willighagen นั้น ไม่เคยฝึกร้องเพลง Opera มาก่อนเลย เมื่อจะมาเข้าแข่งขันก็เปิด youtube ดู เห็นเพลงเพราะดี ก็เอามาร้องแข่งขัน

ตอนนี้ กรรมการถามว่า “ไปเรียนกับใคร” Amira Willighagen ก็งงๆ เพราะ ไม่ได้เรียนกับใครมาเลย  ไปดูวิดิโอของเด็กทั้งคู่ด้านบน  สนใจก็ดูวิดิโออื่นๆ ได้ใน youtube

ความคิดเห็นที่ 3

รู้ความแตกต่างของการท่องจำ กับ เข้าใจไหมครับ

ระลึกชาติ มันไม่ใช่แค่บอกรายละเอียดของชาติก่อนได้ มันต้องเอาความรู้จากชาติก่อนมาใช้ได้

เอาเด็กระลึกชาติ มาทำข้อสอบตามระดับการศึกษาของชาติที่แล้วดู ถ้าทำไม่ได้ ก็แค่ปาหี่แหกตา หลอกคนไร้ปัญญาได้เท่านั้นแหล่ะครับ

ไอ้นี่ก็สมองหมา ปัญญาควายเพราะความไม่เชื่ออีกคนหนึ่ง   มันไปเอาเกณฑ์มาจากไหนที่ว่า “ระลึกชาติ มันไม่ใช่แค่บอกรายละเอียดของชาติก่อนได้ มันต้องเอาความรู้จากชาติก่อนมาใช้ได้

มันไม่เชื่อเรื่องนี้ เสือกไปตั้งเกณฑ์แบบแปลกประหลาดมาอีก

ความคิดเห็นที่ 5

รู้ได้ไงว่าเป็นระลึกชาติ อาจจะเป็น
1 ประสาทหลอน
2 ผีเข้า

ไอ้นี่ ยังสมองหมา ปัญญาควายสุดๆ มันไม่เชื่อ และมันไม่ได้ศึกษาด้วย เดาไปใหญ่โต 

เรื่องการระลึกชาตินี้ นักจิตวิทยาเขาศึกษากันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์  ผู้ศึกษาที่มีชื่อเสียงมากๆ ก็เช่น ดร. เอียน สตีเวนสั้น  ดร. ไบรอัน ไวสส์  เป็นงานการศึกษาที่ยอมรับกันในทางวิชาการ

ตรงนี้ตรงอธิบายว่า วิทยาศาสตร์มันมีหลายสาขามาก  สาขาหนึ่งยอมรับในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สาขาอื่นๆ เขาอาจจะไม่ยอมรับก็ได้

นักวิทยาศาสตร์จริงๆ ถึงจะไม่ยอมรับ แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธออกมา เพราะ ไม่ใช่สาขาที่เขาเชี่ยวชาญอยู่ ไอ้ที่ปฏิเสธแบบสมองหมา ปัญญาควายแบบในเว็บพันธุ์ทิพย์มันเป็นพวก “เศษวิทยาศาสตร์

ความคิดเห็นที่ 7

ไม่ใช่ประสาทหลอน ผีเข้า มายากล หรือโกหก ถ้าโกหกจะตามไปบ้านเดิมถูกได้ไง? ย้ำ ถ้าโกหกจะตามไปบ้านเดิมถูกได้ไง?

ความคิดเห็นที่ 7-2

แล้วรู้ได้ยังไงว่าไม่ได้เตี๊ยมกันมา แล้วรู้ได้ยังไงว่าเป็นบ้านเดิมแน่ๆ?

ความคิดเห็นที่ 7  เป็นเจ้าของกระทู้ พยายามมาปกป้องแนวคิดของตัวเอง  ส่วนความคิดเห็นที่ 7-2 มันก็เป็นพวกสมองหมา ปัญญาควายสุดๆ อีกคนหนึ่ง

เด็กที่ระลึกชาติได้นั้น ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่อายุประมาณ 2-3 ขวบ  โตๆ ขึ้นก็จะลืมเรื่องนี้ไป 

จากการอ่านหนังสือกรณีที่เด็กระลึกชาติได้มาหลายเล่ม เด็กอายุ 2-3 ขวบนั้น จะให้เตี๊ยมอย่างไรก็ทำไม่ได้  

ส่วนใหญ่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องเตี๊ยมกันด้วย  พ่อแม่ในชาติปัจจุบันไม่อยากทำเสียด้วย แต่ทนการรบเร้าของเด็กไม่ได้

โดยสรุป  เรื่องการระลึกชาติจากการศึกษาของนักจิตวิทยา เป็นเรื่องจริงที่ยอมรับได้ เพราะ นักจิตวิทยาเขาก็ศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

ไอ้พวกเศษๆ วิทยาศาสตร์ ศึกษาไม่มากนัก แต่มันไม่เชื่อแต่เดิม มันก็หาเหตุผลแบบสมองหมา ปัญญาควายปฏิเสธไปเรื่อยตามความโง่ของมัน

เหตุผลที่มันหามานั้น ไม่ได้เป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักที่น่าเชื่อถือในทางวิชาการ มันคิดอะไรของมันได้ มันเอาพ่นออกมา






วิชาธรรมกาย


ในบทความชุดนี้ ผมเขียนไว้ว่า ผมจะเสนอวิธีพิสูจน์ว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง โดยมีวิธีพิสูจน์ 5 ประการ ดังนี้

1) หลักการพิสูจน์ผิดของคาร์ล ปอปเปอร์
2) หลักการของความน่าจะเป็น
3) พิสูจน์โดยทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์
4) หลักฐานจากพระไตรปิฎก
5) วิชาธรรมกาย

ผมได้นำเสนอไปแล้วตั้งแต่ข้อที่ 1 ถึง ข้อที่ 4  วันนี้จะมากล่าวถึงการพิสูจน์ว่า การเวียนว่ายตายเกิดโดยวิชาธรรมกาย

ในบทความที่ผ่านมา “พระไตรปิฎก” ผมได้นำเสนอไปว่า วิชชา 3 นั้น พระพุทธองค์ทรงอธิบายไว้ และอธิบายไว้ชัดเจนว่า มีการเห็นว่า คนตายแล้วเกิดอย่างไร แต่ละชาติเป็นใคร ฯลฯ

ในบทความนี้ จึงจะนำวิธีปฏิบัติวิชชา 3 มาอธิบายว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร โดยจะนำมาจากหนังสือมรรคผลพิสดาร ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ บทบัญญัติที่ 23

ขอให้ผู้อ่านอ่านไปก่อน ถึงแม้จะไม่เข้าใจในรายละเอียดของการปฏิบัติ แต่ข้อให้รู้ว่า วิชาธรรมกายมีตำราสอนไว้

๒๓. วิธีระลึกชาติหนหลังของตนและคนอื่น

อวิชชา แปลว่า ความมืด แปลว่า เครื่องกั้น แปลว่า เครื่องกำบัง

อธิบายว่า สถานที่มืดก็ดี เวลามืดกลางคืนก็ดี ย่อมเป็นที่สะดุ้งหวาดเสียวต่อภัยอันตรายต่างๆ ของผู้ที่อยู่ในที่มืดฉันใด

คนที่ยังมีอวิชชาครอบงำอยู่ ก็ย่อมต้องสะดุ้งหวาดเสียวกลัวต่อภัยคือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ฉันนั้น

จำพวกนี้ กลัวตายแต่ไม่กลัวเกิด

ส่วนวิชชา แปลว่า ความสว่างแจ้ง ตรงข้ามกับอวิชชา ซึ่งแปลว่า ความมืด

อธิบายว่า สถานที่แจ้งที่สว่างก็ดี เวลากลางวันก็ดี ย่อมไม่เป็นที่สะดุ้งหวาดเสียวกลัวต่อภัยอันตรายต่างๆ ฉันใด

ท่านผู้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ก็ย่อมไม่สะดุ้งกลัวต่อภัยคือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ฉันนั้น

จำพวกนี้ กลัวเกิดแต่ไม่กลัวตาย แล้วก็ไปนิพพาน

การระลึกชาตินั้น ต้องดำเนินตามหลักวิชา ๓ คือ

() ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ รู้จักระลึกชาติหนหลังได้หนึ่ง

อธิบายวิธีระลึกชาติ

ต้องจับเอาหลักตั้งแต่ตัวของเรานั่งหรือนอน ยืน เดิน อยู่บัดนี้เป็นปัจจุบันเป็นต้น ถอยหลังเข้าไปเรื่อย เป็นลำดับเข้าไปทุกทีๆ ดังนี้คือ

เรามาจากไหนจึงมาอยู่ที่นี่ และก่อนมาอยู่ที่นี่น่ะมาจากไหน อายุของเราโตเท่านี้น่ะ มาจากไหน

ก็มาจากเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็ก่อนที่จะเป็นหนุ่มเป็นสาวมาจากไหน มาจากเป็นเด็ก ก่อนเป็นเด็กมาจากไหน มาจากทารก ก่อนเป็นทารกมาจากไหน มาจากเด็กเล็กแดง

ก่อนมาจากเด็กเล็กแดงๆ น่ะมาจากไหน มาจากครรภ์มารดา ก่อนจากครรภ์ของมารดามาจากไหน มาจากตั้งปฏิสนธิวิญญาณ ก่อนตั้งปฏิสนธิวิญญาณมาจากไหน

แล้วก็เอาเห็น จำ คิด รู้ นิ่งแน่นอยู่ในกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ระลึกชาติหนหลังถอยสืบต่อเข้าไป ตั้งแต่ชาติหนึ่ง สองชาติ จนกระทั่งถึงร้อยชาติ พันชาติเป็นต้น

ว่าชาตินั้น เราเกิดเป็นอย่างนั้นๆ มีสุข มีทุกข์ เป็นอย่างนั้นๆ มั่งมีบริบูรณ์เป็นอย่างนั้น หรือขัดสนจนยากอย่างนั้นๆ เป็นต้น

ระลึกให้รู้ความเป็นไปและรู้สุขทุกข์ไปทุกๆ ชาติ แม้จะระลึกชาติของคนอื่น ก็ระลึกเช่นเดียวกัน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น เหมือนกันทุกประการ


โดยสรุปแล้ว 

แต่เดิมมาคนไทยเราเชื่อเรื่อง นรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิด มาโดยปกติ  พอวิทยาศาสตร์เก่าเข้ามา พุทธวิชาการหันไปเชื่อวิทยาศาสตร์เก่า จึงปฏิเสธเรื่องต่างๆ เหล่านั้น

แต่ปัจจุบันนี้ ฟิสิกส์ใหม่ได้โค่นล้มกฎและทฤษฎีของวิทยาศาสตร์เก่าไปหมดแล้ว

วิทยาศาสตร์เก่าหมดอำนาจที่จะพิพากษาหรือตัดสินว่าองค์ความรู้อื่นๆ เป็นจริงหรือไม่เป็นจริง

นอกจากนั้นแล้ว องค์ความรู้ฟิสิกส์ใหม่ๆ หลายประการได้สนับสนุนหลักการของทางศาสนาพุทธ เช่น เรื่องเวลา เรื่องอนันตจักรวาล ฯลฯ เป็นต้น

การที่พุทธวิชาการหันไปเชื่อวิทยาศาสตร์เก่าและกลุ่มตนเองมีโอกาสเขียน เผยแพร่แนวคิดของกลุ่มตนมากกว่ากลุ่มอื่น สามารถบังคับให้นักเรียนเรียนตามสิ่งที่ตนเองเขียน เพราะกำหนดลงไปในหลักสูตร

จึงทำให้บุคคลที่ผ่านการศึกษาในระบบโรงเรียนไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิด บุญบาป ฯลฯ ไปด้วย 

กลุ่มนี้เมื่อเติบโตเป็นพ่อค้า นักการเมือง ข้าราชการจึงเบียดบังประชาชน โกงกินประเทศกันอย่างมากมายมหาศาล ส่งผลเสียอย่างชัดเจนในยุคนี้

ดังนั้น เราจึงควรศึกษาศาสนาพุทธเสียใหม่ โดยใช้หลักการปรากฏการณ์วิทยา ศึกษาศาสนาพุทธอย่างเป็นตัวของตัวเอง ไม่เอาองค์ความรู้ใดๆ มาปะปน ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์หรือปรัชญาตะวันตก 

ประการสำคัญก็คือ เราจึงควรนำเอานรกสวรรค์การเวียนว่ายตายเกิดกลับมาสอนใหม่ เพราะโดยหลักการแล้วเป็นเรื่องจริงที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าผิด…………..




พระไตรปิฎก


ในบทความชุดนี้ ผมเขียนไว้ว่า ผมจะเสนอวิธีพิสูจน์ว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง โดยมีวิธีพิสูจน์ 5 ประการ ดังนี้

1) หลักการพิสูจน์ผิดของคาร์ล ปอปเปอร์
2) หลักการของความน่าจะเป็น
3) พิสูจน์โดยทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์
4) หลักฐานจากพระไตรปิฎก
5) วิชาธรรมกาย

ผมได้นำเสนอไปแล้วตั้งแต่ข้อที่ 1 ถึง ข้อที่ 3   วันนี้จะมากล่าวถึงการพิสูจน์ว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีจริงในพระไตรปิฎก

ในการพิสูจน์ว่าการเวียนว่ายตายเกิดมีจริงใน 3 ข้อที่ผ่านมาข้างต้นนั้น  ผมพยายามอธิบายเน้นไปที่การโค่นล้มความเชื่อวิทยาศาสตร์แบบนิวตันที่พุทธวิชาการไปหลงเชื่อกัน  ในการอธิบายจึงเน้นไปที่เรื่องนรก-สวรรค์ เพราะ อธิบายง่าย

ในพระไตรปิฎกนั้น  มีพุทธพจน์เป็นจำนวนมากมายหลายแห่ง ทั้งพระสูตรและพระวินัยได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า มีนรก มีสวรรค์ มีพรหม อรูปพรหม  ไตรภูมิพระร่วงก็เรียบเรียงมาจากคัมภีร์ของศาสนาพุทธ ก็ยึดพระไตรปิฎกเป็นหลัก

ในเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสอยู่เสมอว่า พระองค์ตรัสแต่ความจริงที่เป็นประโยชน์ ในเมื่อพระองค์ตรัสว่า นรก สวรรค์มีจริง นรกสวรรค์ก็ต้องมีจริงๆ ตามพุทธพจน์ 

พวกพุทธวิชาการที่กล่าวว่า นรกสวรรค์ไม่มีจริง มีไว้เป็นเพียงนโยบายให้คนกระทำความดีเท่านั้น  ก็เป็นการกล่าวตู่พระพุทธพจน์ เพราะไปเชื่อวิทยาศาสตร์เก่ามากกว่า

อย่างไรก็ดี  เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดนั้น ในพระไตรปิฎกก็ยังมีข้อความที่บ่งบอกชัดเจนว่ามี และมีอยู่ประเด็นที่สำคัญด้วย คือ อยู่ในวิชชา 3
พระอรหันต์ รวมถึงพระพุทธเจ้าทั้งปวงบรรลุพระอรหันต์ด้วยวิชชา 3 นี้ทุกพระองค์ ไม่มีพระอรหันต์รูปใดที่ไม่ผ่านวิชชา 3

พระไตรปิฎกเขียนไว้ ดังนี้

ทรงบรรลุวิชชา (ญาณ) 3

"เรานั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ได้โน้มน้อมจิตไปเพื่อ "ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ"

เรานั้นย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ เรานั้นย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุทเทส  ด้วยประการฉะนี้.

ราชกุมาร นี้เป็นวิชชาที่ 1 ที่ เราได้บรรลุแล้ว ในปฐมยามแห่งราตรี. อวิชชาถูกกำจัดแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดถูกกำจัดแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่อาตมภาพผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้วอยู่.

เรานั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ได้โน้มน้อมจิตไปเพื่อ "จุตูปปาตญาณ" รู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย

เรานั้นย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพพจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ด้วยประการฉะนี้.

ราชกุมาร นี้เป็นวิชชาที่ 2 ที่เราได้บรรลุแล้ว ในมัชฌิมยามแห่งราตรี. อวิชชาถูกกำจัดแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดถูกกำจัดแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่เราผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้วอยู่.

เรานั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ได้โน้มน้อมจิตไปเพื่อ "อาสวักขยญาณ" ได้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ เหล่านี้อาสวสมุทัย เหล่านี้อาสวนิโรธ เหล่านี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา.

เมื่อเรานั้นรู้เห็นอย่างนี้ จิตก็หลุดพ้นแล้ว แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

ราชกุมาร นี้เป็นวิชชาที่ 3 ที่อาตมภาพได้บรรลุแล้ว ในปัจฉิมยามแห่งราตรี.  อวิชชาถูกกำจัดแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดถูกกำจัดแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่เราผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้วอยู่.

ราชกุมาร เรานั้นได้มีความคิดเห็นว่า ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้ เป็นธรรมลึก ยากที่จะเห็นได้ สัตว์อื่นจะตรัสรู้ตามได้ยาก เป็นธรรมสงบระงับ ประณีต อันบัณฑิตจะพึงรู้แจ้ง.  (ม.ม.13/755-757/686-688)

ข้อความที่ผมเน้นสีแดงไว้คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม

ตรงนี้มีประเด็นที่น่าสังเกตก็คือ พวกพุทธวิชาการที่เชื่อไปตามวิทยาศาสตร์เก่า และมีงานวิชาการออกมามากมาย ซึ่งเขียนไปในทำนองว่า คนเราตายแล้วเกิดชาติเดียว นรก สวรรค์ไม่มี บาปบุญไม่มี อิทธิปาฏิหาริย์ไม่มี

การเวียนว่ายตายเกิดไม่มี คนเกิดมาแล้วตายไปตามอุบัติการณ์ทางธรรมชาติ ไม่มีการเกิดใหม่ เพื่อชดใช้หนี้กรรม

พอฟิสิกส์ใหม่โค่นวิทยาศาสตร์เก่าไปแล้ว มีนักวิชาการรุ่นใหม่ๆ มาเขียนเปรียบเทียบศาสนาพุทธกับไอน์สไตน์บ้าง นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ บ้าง  กลุ่มพุทธวิชาการที่เชื่อวิทยาศาสตร์กลับเก็บตัวเงียบ ไม่มีผลงานใหม่ๆ ออกมาเลย

ถ้าจะมีอยู่บ้าง ก็พูดถึงไอน์สไตน์เพราะเรื่องแสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง แต่ไม่กล้าพูดถึงเรื่องเวลาของไอน์สไตน์ เพราะจะไปสนับสนุนเรื่องนรกสวรรค์ หรือเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดที่ตนเองปฏิเสธไปแล้วทั้งชีวิต พุทธวิชาการที่ว่านี้ มีทั้งพระและฆราวาส ลองค้นหาอ่านดู

ตายไปแล้วก็จะพบว่า “นรกมีจริง” เพราะตกไปอยู่ที่นั่น  แล้วก็คงจะรู้ด้วยตนเองว่า สวรรค์ก็น่าจะมีจริง แต่ไม่มีโอกาสได้ขึ้นเท่านั้น...........



ทฤษฎีสัมพัทธภาพ


ในบทความชุดนี้ ผมเขียนไว้ว่า ผมจะเสนอวิธีพิสูจน์ว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง โดยมีวิธีพิสูจน์ 5 ประการ ดังนี้

1) หลักการพิสูจน์ผิดของคาร์ล ปอปเปอร์
2) หลักการของความน่าจะเป็น
3) พิสูจน์โดยทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์
4) หลักฐานจากพระไตรปิฎก
5) วิชาธรรมกาย

หลักการพิสูจน์ผิดของคาร์ล ปอปเปอร์ ผมได้นำเสนอไปแล้ว  ความน่าจะเป็น (Probability) ก็นำเสนอไปแล้ว  ต่อไปก็เป็นการพิสูจน์ว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง โดยทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์

ก่อนอื่นขออธิบายเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์คร่าวๆ เสียก่อน  โดยจะเอาความรู้มาจากวิกิพิเดีย สารานุกรมเสรี

ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นกลุ่มของทฤษฎีทางฟิสิกส์ 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษและทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ทฤษฎีทั้งสองนี้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อใช้อธิบายข้อเท็จจริงที่ว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้น ไม่ได้ประพฤติตนตามกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

ตรงนี้สรุปได้ว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพโค่นล้มกฎการเคลื่อนที่ของนิวตันลงไป แต่ไม่ได้หมายความว่า กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน “ผิด” 

กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันก็ “ถูก” หรือ “จริง” แต่ถูกเฉพาะในโลกนี้ ในจักรวาลไม่เป็นแบบนั้น คือ ความจริงของนิวตันเป็นความจริงเฉพาะในโลกนี้ เป็นความจริงที่แคบกว่าความจริงของทฤษฎีสัมพัทธภาพ

สัมพัทธภาพทั่วไป

ทฤษฎีนี้กล่าวถึงสมการหนึ่ง ที่มาแทนที่กฎแรงโน้มถ่วงของนิวตัน .... ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ความโน้มถ่วงไม่ได้เป็นแรง (อย่างในกฎความโน้มถ่วงของนิวตัน) อีกต่อไป แต่เป็นผลจากการโค้งของกาล-อวกาศ (spacetime)

ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปเป็นทฤษฎีเชิงเรขาคณิตที่ถือหลักว่า มวลและพลังงานทำให้เกิดการโค้งงอของกาล-อวกาศ และการโค้งนี้ส่งผลต่อเส้นทางการเคลื่อนที่ของอนุภาคอิสระรวมทั้งแสง

โดยสรุป ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ได้โค่นล้มทฤษฎีของนิวตันไปหมด  ทฤษฎีของนิวตันเป็นจริงเฉพาะที่เท่านั้น ไม่ได้เป็นความสากล (General truth)

ผู้อ่านบางท่านอาจะเริ่มสงสัยแล้วว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์กับกฎแรงโน้มถ่วงของนิวตัน มันมาเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดของศาสนาพุทธได้อย่างไร

ขออธิบายแบบนี้

เรื่อง นรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิดนั้น ตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงรัชกาลที่ 3 ของกรุงเทพฯ ไม่มีใครคนใด สงสัยว่าไม่เป็นจริง 

พอวิทยาศาสตร์กับปรัชญาเข้ามากับสนธิสัญญาบาวริ่ง (Bowring treaty) พุทธวิชาการได้หันไปเชื่อวิทยาศาสตร์เก่ามากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องเวลา ตามกฎแรงโน้มถ่วงของนิวตัน

ในศาสนาพุทธนั้น มีคำสอนที่ว่า เวลาของมนุษย์และสวรรค์ พรหม อรูปพรหมแต่ละชั้นไม่เท่ากัน 1 วันของมนุษย์จะเท่ากับ 50 ปีของสวรรค์ชั้นจาตุมฯ และเท่ากับ 100 ปีของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นต้น

แต่ทฤษฎีของนิวตันกลับยืนยันว่า เวลาของเอกภพนี้ตรงกัน โลกมนุษย์มีระบบเวลาเช่นใด ดาวพุธก็มีระบบเวลาเช่นนั้น

เมื่อมีระบบความเชื่อใดด้านเวลาไม่เหมือนกัน  แต่พุทธวิชาการหันไปเชื่อระบบเวลาของวิทยาศาสตร์เก่าของนิวตัน จึงพากันปฏิเสธว่า นรกสวรรค์ไม่มี

เมื่อนรกสวรรค์ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดก็ไม่มี มนุษย์เกิดมาชาติเดียว ดวงวิญญาณ/ใจ/จิตไม่มี

เมื่อฟิสิกส์ใหม่โค่นล้มวิทยาศาสตร์เก่าไปแล้ว ฟิสิกส์ใหม่กล่าวว่า เวลาของแต่ละสถานที่ไม่เท่ากันเลย  หรือจะกล่าวได้ว่า เวลาของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันเลย

นี่เป็นระบบเวลาที่ละเอียดกว่าระบบเวลาของศาสนาพุทธเสียอีก

นอกจากเรื่องของเวลาแล้ว องค์ความรู้ของฟิสิกส์ในอีกหลายเรื่องก็สอดคล้องกับองค์ความรู้ของพระ ไตรปิฎก เช่น เรื่องอนันตจักรวาล เป็นต้น 

ศาสนาพุทธยืนยันมาเนิ่นนานแล้ว จักรวาลมิได้มี 1 เดียวแต่มีมากมายนับไม่ถ้วน  ประเด็นนี้ วิทยาศาสตร์เก่าชื่อว่า จักรวาลมี 1 เดียว จึงให้คำศัพท์ว่า universe [แต่คนแปลเป็นภาษาไทยแปลว่าเอกภพ] uni แปลว่า หนึ่ง

ในปัจจุบัน นักฟิสิกส์ใหม่เชื่อแล้วว่า มีจักรวาล/ภพนับไม่ถ้วน จึงตั้งศัพท์ใหม่ว่า multi-verse บ้าง หรือ multi universe บ้าง

จะเห็นว่า ระบบเวลาของฟิสิกส์ใหม่สนับสนุนเรื่องระบบเวลาที่ไม่เท่ากันของเรื่องนรก สวรรค์ เมื่อระบบเวลาของนรกสวรรค์ได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริง

ตัวนรกสวรรค์ก็สามารถอนุมาน (infer) ได้ว่ามีจริงเป็นไปด้วย  ความเชื่อของพุทธวิชาการที่หันเหไปตามวิทยาศาสตร์เก่าคือ ความเข้าใจผิด

เมื่อนรก สวรรค์มีจริง  การเวียนว่ายตายเกิด หรือการเวียนตายเวียนเกิดก็ต้องเป็นจริง …..



การระลึกชาติได้

กลับมาเข้าสู่บทความชิ้นนี้  จากหลักการของความน่าจะเป็นดังกล่าวนั้น ในการศึกษาเรื่องตายแล้วเกิด หรือการเวียนว่ายตายเกิดก็ควรจะใช้หลักการเดียวกันนี้ได้

กรณีศึกษา

หลักโดยทั่วไป ในการศึกษาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดนี้ ผู้ที่ศึกษาอย่างมีหลักการในทางวิชาการนั้น มิใช่เป็นคนในศาสนาพุทธ เพราะ ส่วนใหญ่คนในศาสนาพุทธใน เชื่อในเรื่องนี้อยู่แล้ว  จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปศึกษา

มีนักวิชาการชาวตะวันตกที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการ เวียนว่ายตายเกิดอยู่เป็นจำนวนมาก  ที่มีชื่อเสียงและคนไทยรู้จักก็เช่น ดร. เอียน สตีเวนสัน และ ดร. ไบรอัน ไวส์ เป็นต้น

จากการศึกษาของผู้ที่ ศึกษาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดพบว่า ส่วนใหญ่เด็กที่ระลึกชาติได้ และจำชาติอื่นๆ ได้ จะมีอายุประมาณ 2-7 ขวบ  เด็กจะจำสิ่งของที่เป็นของตนเองจากชาติที่แล้วมาได้  สามารถจำบุคคลที่เป็นญาติเป็นเพื่อนของตนเองเมื่อชาติก่อนได้ 

ผมขอยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง  เรื่องนี้ เป็นการค้นคว้ารวบรวมของ ศาสตราจารย์ ดร.คลุ้ม วัชโลบล จากหนังสือระลึกชาติของท่าน

...........................
หนังสือ พิมพ์ไทยรัฐฉบับที่ 7423 วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.  2521 ได้ลงข่าวว่า ได้พบเด็กระลึกชาติรายใหม่ อายุเพียง 3 ขวบ หนียายออกจากบ้าน ไปหาครอบครัวเมื่อชาติก่อน เผยความหลังชาติก่อนเป็นครู ถูกคนร้ายยิงตาย มีลูก 5 คน เมียเก่าและลูก ได้ยินเรื่องราวถึงกับตะลึง เพราะรู้เรื่องชาติก่อนได้ถูกต้อง เพื่อนเก่าเป็นตำรวจก็อัศจรรย์ใจ เมื่อเด็ก 3 ขวบทักทายว่า จำได้ไหม แล้วเล่าความหลังให้ฟัง

เด็กระลึก ชาติรายใหม่ ที่จำความชาติปางก่อนได้ถูกต้อง คือ ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ เดี๋ยวนี้อายุ 10 ขวบ (พ.ศ. 2521) บุตรของนายเบิ้ม หรือ คำรณ นางสมคิด อยู่บ้านเลขที่ 189 หมู่ที่ 1 กิ่งอำเภอวังทรายพูน จังวัดพิจิตร นายเบิ้มผู้เป็นพ่อ มีอาชีพเป็นช่างตัดผม แม่ตัดเย็บเสื้อผ้า ปัจจุบันได้ย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ พักอยู่ที่บ้านเลขที่ 20 ซอยโลหิตสุข ถนนดินแดง แขวงห้วยขวาง เขตพญาไท กทม. แต่ ด.ช. ชนัย อาศัยอยู่กับยายที่พิจิตร ชื่อ นางพรม เบ็ญทอง อายุ 67 ปี พักอยู่ที่ 608 หมู่ที่ 1 ตำบลทัพคล้อ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ร.ร.วัดเขาทราย อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร

นางพรม เบ็ญทอง ผู้เป็นยาย ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวไทยรัฐว่า มารู้ว่า ด.ช. ชนัย ระลึกชาติได้ ก็เพราะ ด.ช. ชนัย ได้เล่าเรื่องแต่ชาติปางก่อนให้ยายฟังว่า เมื่อชาติก่อนตัวเองเป็นครูชื่อ "บัวไข หล่อนาค" สอนประจำอยู่ที่โรงเรียนท่าบ่อ ตำบลบางหว้า อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร

จากนั้น ด.ช. ชนัย ยังได้เล่าว่า แต่เดิมตนมีพ่อชื่อ นายเขียน แม่ชื่อ นางยวง แล้วยังมีภรรยาชื่อ นางสวน มีลูกกับนางสวน 5 คนด้วยกัน เป็นหญิงสามชายสอง คนโตชื่อ น.ส. บรรจง หรือ ติ๋ม คนที่สองชื่อ น.ส. เบญจา หรือ ต๋อย ทั้งสองคนนี้เป็นฝาแฝด คนที่สามชื่อ นายณรงค์ คนที่สี่ชื่อ นายบุญเทียม และคนสุดท้องชื่อ น.ส. น้ำค้าง

ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ หรือ นายบัวไข หล่อนาค เมื่อชาติก่อน ได้เล่าเหตุการณ์ที่ตนต้องตายว่า
ขณะ นั้นภรรยาในชาติก่อน คือ นางสวน ได้ตั้งท้องลูกสาวคนเล็ก คือ น.ส.น้ำค้างได้ 3 เดือน นายบัวไขได้ขี่รถจักรยานจะไปสอนหนังสือที่โรงเรียน ได้ถูกคนร้ายไม่ทราบว่าเป็นใคร ลอบยิงข้างหลัง ซึ่งแผลเป็นรอยกระสุนยังติดตัวมาถึงชาตินี้ โดยถูกลอบยิงจากท้ายทอยทะลุหน้าผาก
ฝ่ายผู้เป็นยาย คือ นางพรม เมื่อรับฟังเรื่องราวจากหลานชายวัย 3 ขวบ ในตอนแรกก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง อยู่มาวันหนึ่ง ด.ช. ชนัย ได้พยายามหนีออกจากบ้าน ขึ้นรถประจำทางจากตำบลทับคล้อ อำเภอตะพานหิน ไปที่อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เพื่อเยี่ยมครอบครัวของนางสวน ภรรยาในชาติก่อน

นางพรมจึงต้องตามไปด้วย เมื่อพบกัน และเล่าความหลังให้ฟัง ก็ปรากฏว่าฝ่ายครอบครัวของนางสวนเชื่อสนิทว่า ด.ช. ชนัย คือ นายบัวไข ในชาติก่อน นอกจากนี้ ด.ช. ชนัย ยังสอบถามนางสวนว่า
ของมีค่าที่ให้เก็บ ไว้ในชาติก่อนนั้นยังอยู่ดีหรือ ซึ่ง ด.ช. ชนัย หมายถึง ปืนสองกระบอกพร้อมกับบอกที่ซ่อนของ ซึ่งสมาชิกในครอบครัว เมื่อได้รับคำบอกเล่า ถึงกับตะลึง

ผู้สื่อข่าวไทยรัฐรายงานว่า เมื่อ ด.ช. ชนัยได้พบหน้ากับ จ.ส.ต. สนาน เจ้าหน้าที่ตำรวจแห่ง ส.ภ.อ.เมืองพิจิตร ซึ่งเดิม จ.ส.ต. สนาน เป็นเพื่อนสนิทของนายบัวไข ทันทีที่พบหน้า ด.ช. ชนัยก็เอ่ยปากทักว่า

"เฮ้ยหนาน ยังอยู่สบายดีหรือ จำเราได้ไหม เราบัวไขเพื่อนเก่าของนายไงล่ะ"

จ.ส.ต. สนานถึงกับตะลึงไปเช่นกัน นึกไม่ถึงว่าเด็กอายุ 3 ขวบจะเป็นเพื่อนของตน เมื่อสอบถามเรื่องความหลังซึ่งกันและกัน ด.ช. ชนัย ก็เล่าความหลังได้ถูกต้องทุกอย่าง และเมื่อถามถึงอาหารการกินที่ชอบ ด.ช. ชนัยก็บอกว่า "ชอบไข่ดาว กับ ข้าวหลาม"

ซึ่งทุกคนยอมรับว่า นายบัวไขเมื่อชาติก่อน ชอบอาหารเช่นนั้นจริง ๆ และแม้ในชาตินี้ ด.ช. ชนัย ก็ยังชอบอาหารชนิดนี้

นอกจากนี้ จ.ส.ต. สนาน รวมทั้งสมาชิกในครอบครัวของนางสวนทุกคน รวมทั้งลูก ๆ ทุกคนของนายบัวไขในชาติก่อน ต่างก็ยอมรับว่า ด.ช. ชนัยผู้นี้ คือ พ่อของตนในชาติก่อนจริง และปัจจุบัน ด.ช.ชนัย ยังไปมาหาสู่กับครอบครัวนี้โดยสนิทสนม

ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ถาม ด.ช. ชนัย ซึ่งปัจจุบันอายุ 10 ขวบ ในทำนองกระเซ้าว่า "ถ้ามีคนมาสู่ขอนางสวน ภรรยาเก่าในชาติก่อนของด.ช.ขนัยจะว่ายังไง"

ด.ช. ชนัย ไม่ตอบ แต่แสดงอาการหึงหวงเห็นได้ชัด และไม่พอใจต่อคำถามนี้มาก แต่ได้หัวเราะกลบเกลื่อนความรู้สึกไว้

เรื่องที่เล่ามาข้างบนนี้ ถึงแม้ว่าข้าพเจ้ามิได้มีโอกาสไปสอบสวน พบปะกับครอบครัวของ ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ ทั้งในปัจจุบัน และ ชาติก่อนด้วยตนเองก็ดี แต่บังเอิญมีสมาชิกของ ชมรมกฎแห่งกรรม คือ คุณประสิทธิ์ การุณยวณิช ผู้จัดการสหธนาคาร จำกัด สาขาจังหวัดชลบุรี และคุณสงบ แจ่มพัฒน์ หรือ "อนามิส" แห่งหนังสือ รายสัปดาห์ "บางกอก" ทั้งสองท่านนี้ได้เดินทางไปจังหวัดพิจิตรด้วยรถยนต์ส่วนตัวของคุณประสิทธิ์ พร้อมด้วยคนขับ เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2521 ได้ไปพบนางพรม เบ็ญทอง ยาย และ ด.ช. ชนัย พบพ่อ-แม่-นายเขียน และ นางยวง และ ภรรยา-นางสวนและลูก ๆ ในชาติก่อน

ได้สัมภาษณ์อย่างละเอียดลออได้ความตรงกัน และยังได้ข้อมูลเพิ่มเติมยืนยันอีกหลายอย่าง แสดงว่า ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ นั้นเป็น คุณครูบัวไข หล่อนาค มาเกิดใหม่แน่นอน

ต่อไปนี้จะขอนำข้อความที่น่าสนใจ ที่คุณประสิทธิ์ การุณยวณิช ได้ไปสัมภาษณ์ ยาย, พ่อ, แม่, และภรรยาในชาติก่อนมาเพิ่มเติมอีกสักหน่อย

ตอนที่นางพรม เบ็ญทอง-ยาย ได้พาเด็กชายชนัยไปพบ พ่อ-แม่ ในชาติก่อน ด.ช. ชนัยเป็นผู้บอกนำทาง เมื่อไปทางถนนใหญ่แล้ว ก็ชี้ให้เข้าตรอกซอย จากถนนใหญ่อีกไกลกว่าจะถึงบ้านพ่อแม่เขา เมื่อไปถึงเขาก็เดินนำเข้าไปในบ้าน ซึ่งมีคนนั่งอยู่หลายคน ทั้งคนอายุมากและเด็ก ๆ ด.ช. ชนัยก็ตรงเข้าไปกราบชายอายุมากคนหนึ่ง และหญิงอีกคนหนึ่ง แล้วก็ร้องไห้พูดว่า

"พ่อจ๋า แม่จ๋า ลูกมาหา ลูกคิดถึงพ่อ คิดถึงแม่มาก"

ชายหญิงมีอายุทั้งสอง ที่เด็กอ้างว่าเป็นพ่อแม่ในชาติก่อนก็ตกตะลึงงง และสงสัย เพราะจู่ๆ ไม่ทันรู้ตัวก็มีเด็กเข้ามากราบแล้วร้องไห้เรียก พ่อ แม่ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นเด็ก และ ยายมาก่อน ส่วนยายเองก็ตื่นเต้น เพราะว่าที่นั่น มีผู้ใหญ่อยู่บนเรือนหลายคน ทำไมเด็กอายุแค่นั้น (3 ขวบ) จึงไปเจาะจงว่าคนนั้นคนนี้เป็นพ่อเป็นแม่มาแต่ชาติก่อน

เด็กบอกว่า เป็นครูบัวไขมาเกิด ผู้ใหญ่ทั้งสองไม่แน่ใจว่า จะเป็นครูบัวไขลูกของตัวมาเกิด แต่เมื่อเห็น แผลเป็น เหมือนครูบัวไขลูกชาย ที่ถูกยิงจากท้ายทอยทะลุออกหน้าผากก็ชักจะมีน้ำหนักพอที่จะเชื่อ

ตอนที่ ยายพา ด.ช. ชนัย ไปพบพ่อแม่อีกครั้งหนึ่งตามนัด มีผู้คนทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่ พ่อแม่ นั่งคอยอยู่ในบ้านก่อนแล้ว เพื่อเป็นพยานช่วยกันพิสูจน์ เรื่องครูบัวไขกลับชาติมาเกิดจริงหรือไม่

ญาติผู้หนึ่งได้ถามขึ้นว่า "เราอ้างว่าเป็นครูบัวไขน่ะจำเมียของเราได้ไหมว่าชื่ออะไร"

ด.ช. ชนัยก็หันไปมองเมียแล้วตอบทันทีว่า

"ชื่อสวนนะซิ"

เสียงพึมพำพึงเกิดขึ้น ต่างก็แปลกใจที่เด็กบอกได้ถูกต้อง ต่อมาแม่เขาก็นำของใช้ ของธรรมดาหลายอย่างปนกันมาให้ดูแล้วบอกว่า "อะไรเป็นของลูกเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ยังจำได้ไหมหยิบให้แม่ดูซิ"
เด็กก็หยิบดูแล้วว่า "นี่เป็นของผม นี่ไม่ใช่ของผม โน่นก็เป็นของผม"

เสร็จแล้วเขาก็จูงมือแม่เขาเดินดูในบ้าน แล้วก็ชี้ว่าอ้ายตรงนี้ของๆ ผมตั้งอยู่ที่นี่ มันหายไปไหน ตรงโน้นของผมตั้งอยู่ หายไปไหน หนังสือของผมอยู่ในตู้มันหายไปไหนหมด"

เมียในชาติก่อนเขาก็ตอบว่า "เมื่อเจ้าของไม่อยู่ฉันก็ให้เขาไปซิ จะได้เป็นประโยชน์กับผู้อื่นต่อไป"
เมื่อ ด.ช. ชนัยได้ยินเช่นนั้นก็พูดว่า "เมื่อให้ไปแล้วก็แล้วไปนะ"

ต่อมาแม่เขาก็ถามขึ้นอีกว่า "แล้วอะไรของลูกที่นึกออกว่ายังมีอะไรบ้าง"

เด็กก็บอกว่า "พระของผมยังมีอยู่พวงหนึ่ง"

แม่ถามว่า "พระของลูกมีกี่องค์"

เด็กบอกว่า "พระของผมมีอยู่ 3 องค์ เป็นพระเครื่องนางพญา"

คราวนี้พวกที่ไม่รู้เรื่องมาก่อน แอบกระซิบถามเมียเมื่อชาติก่อน ว่าจริงไหมที่เขาพูด เมียเขาก็บอกว่าเป็นความจริงทุกอย่าง คราวนี้มีผู้ถามว่า

"ก่อนที่ครูจะถูกยิงตายวันนั้น ครูทำอะไรบ้างพอจะนึกออกไหม"

ด.ช. ชนัยบอกว่า "เช้าวันนั้นผมก็ซักผ้าก่อน แล้วผมก็ถอดพระที่ห้อยคอไว้ที่โต๊ะ แล้วก็ไปอาบน้ำ เสร็จแล้วก็มากินข้าว แล้วก็แต่งตัวถีบจักรยานไปโรงเรียน

วันนั้นผมลืมพระไว้ ไม่ได้ห้อยคอติดตัวไปด้วย ปืนสั้นที่เคยพกก็ไม่ได้พกไป วันที่ผมถูกยิงไม่ได้เอาติดตัวไปเลย ถ้าผมไม่ลืมเอาไปด้วยเมื่อถูกยิงตายก็คงไม่มีอะไรเหลือ"

พ่อในชาติก่อนของเด็ก ได้ถามขึ้นว่า "ปืนอะไรที่ลูกมี"

เด็กก็ตอบว่า"ก็ปืนสั้น ปืนยาว อย่างละกระบอก"

พ่อแม่และเมียต่างก็รับว่าจริง ตอนนั้นทั้งพ่อแม่และเมีย และญาติ ต่างก็เช็ดน้ำตา บางคนก้มหน้าสะอึกสะอื้น ญาติที่สนใจถามว่า

"ที่หนูอ้างว่าเป็นครูบัวไขถูกยิงตายกลับชาติมาเกิด คงจะรู้เรื่องวันที่ถูกยิงได้ดี ถูกยิงเวลาเช้าไปโรงเรียน หรือ บ่ายกลับจากโรงเรียน"

เด็กตอบว่า "เขายิงเวลาที่ฉันถีบจักรยาน ที่จะไปโรงเรียน"

แล้วมีผู้ถามต่อไปว่า "เมื่อครูตายแล้วเขาเอาศพครูไปเผาที่วัดไหน"

เด็กตอบว่า"เขาก็เอาไปเผาที่วัดตะพานหินนะซิ"

ต่อจากนั้นแม่เขาก็ไปหยิบเข็มขัด ที่เป็นช่องสำหรับใส่ลูกปืนคาดเอว 5-6 สาย ทำเหมือนจะเสี่ยงทายแล้วพูดว่า

"เข็มขัดกระสุนเหล่านี้ หากลูกจำได้ว่าอันไหนเป็นของลูก ก็หยิบขึ้นมา ถ้าหยิบไม่ถูก จำไม่ได้ก็เป็นอันว่าไม่ใช่ลูกของแม่"

ตอนนั้นยายของเด็กรู้สึกตื่นเต้น ใจคอไม่สบาย เพราะกลัวว่า หลานชายจะหยิบผิดจำไม่ได้ และกลัวเขาจะหาว่า ยายพาหลานมาหลอกลวงเขา ทำให้คิดวุ่นวาย ใจเต้น คอยจ้องตาดูว่า เด็กจะหยิบถูกหรือผิด เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ แต่เมื่อเด็กมองดูแล้วก็ไม่ได้ชักช้าเสียเวลา หยิบเข็มขัดสายหนึ่งยังมีลูกกระสุนเสียบอยู่ 3 ลูกออกมาชูขึ้นบอกว่า

"แม่เข็มขัดลูกปืนเส้นนี้เป็นของฉัน"

เมื่อผู้เป็นแม่ในชาติก่อนเห็นเช่นนั้นก็ร้องไห้โฮ และพวกญาติที่นั่นก็ร้องไห้ตามไปด้วยหลายคน ส่วนยายที่ใจกำลังเต้นตุกตักอยู่นั้น ก็ค่อยโล่งอกหายใจทั่วท้อง เมื่อพ่อแม่เขารับว่าถูกต้องแล้ว เป็นครูบัวไขมาเกิดแน่แล้วแม่ก็ร่ำครวญว่า

"พุทโธ่เอ๋ย ลูกของแม่ ญาติของเราก็มีถมเถไป ทำไมลูกจึงไม่มาเกิดในสายญาติของเราละลูก ทำไมต้องไปเกิดทางไกลอย่างนี้"

ด.ช. ชนัย ได้ตอบว่า "เราจะเลือกเกิดไม่ได้หรอกแม่ แล้วแต่ผู้จัดการบันดาลให้เราเกิด เราขัดคำสั่งเขาไม่ได้ เขาสั่งให้เราเกิดที่ไหน เราก็ต้องเกิดที่นั่น ถ้าหลบไปเกิดที่อื่น ไม่ช้าเขาก็เอาตัวกลับไปอีกเราก็ต้องรับโทษ"

ต่อจากนั้นก็ได้ยินเสียงเมียในชาติก่อนเขาพูดอย่างเยาะๆ ว่า

"เกิดมาชาตินี้จะเจ้าชู้มีเมียมากอีกไหม"

เด็กได้ตอบว่า"ฉันเข็ดแล้วไม่เอาอีก" แล้วเล่าให้เมียฟังว่า

"เขา บังคับทำโทษให้ฉันแก้ผ้าหมด เหลือแต่ตัวเปล่าล่อนจ้อน เขาพาไปที่สระบัวกว้างใหญ่ เขาให้ฉันเดินลัด บุกฝ่าดงบัวเหมือนทำโทษ ที่ฉันเจ้าชู้มีเมียมาก ฉันได้รับความลำบากมาก กว่าจะเดินฝ่าดงบัวออกมาได้

เมื่อพ้นแล้วเขาก็ให้ใส่เสื้อผ้า มีคนมาประกบคุมตัวอยู่สองข้าง พาฉันให้เดินมาพักหนึ่งแล้ว เขาก็บอกว่า ให้ไปเกิดได้ เขาส่งได้แค่นี้ ฉันก็มาเกิดตามที่เขาสั่ง ที่เขาเกณฑ์ให้เกิด แล้วฉันก็หมดความรู้สึก"

อีกตอนหนึ่งที่นับว่าสำคัญเกี่ยวกับเรื่อง วิญญาณ คือการที่ คุณประสิทธิ์ การุณยวณิช ได้สัมภาษณ์ ด.ช.ชนัย ซึ่งข้าพเจ้าได้คัดเอามาบางตอน

ประสิทธิ์ "วันที่หนูก่อนจะถูกยิงนั้น มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง ที่ผิดปกติกว่าวันธรรมดา"

ชนัย "วันที่ผมตาย ผมลืมไม่ได้แขวนพระติดตัวไปด้วย ธรรมดาผมไม่เคยลืม ปืนสั้นที่ผมเคยพกก็ไม่ได้พก เมื่ออาบน้ำกินข้าวเสร็จ ก็รีบแต่งตัว คว้าจักรยานถีบออกจากบ้าน เคราะห์ดีครับที่ผมไม่ได้ห้อยพระและพกปืนไป ไม่เช่นนั้น เมื่อผมถูกยิงตาย มันคงเก็บเอาไปหมด"

ประสิทธิ์ "แล้วหนูรู้จักชื่อเสียงตัวคนร้ายที่ยิงหนูไหม แล้วเวลาตายรู้สึกอย่างไรบ้าง ใจวูบไปเลย หรือ เจ็บปวดสาหัสก่อนตาย หรือเหมือนหลับไปเฉย ๆ "

ชนัย "ไม่หรอกครับ คนยิงไม่รู้จักว่าเป็นใคร เพราะเขายิงผมข้างหลัง ไม่รู้ตัวเวลาตาย รู้สึกวิญญาณผมออกจากร่างแล้ว ผมยังมองเห็นตัวเองนอนอยู่บนถนน ขายังสั่นกระดิกๆ เลือดออกทางแผลถูกยิงตรงหัวไหลนองถนน"

ประสิทธิ์ "เมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้วล่องลอยไปอยู่ที่ไหน พบปะอะไรบ้าง หนูยังจำได้ไหม ก่อนจะกลับมาเกิดใหม่มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง"

ชนัย "วิญญาณผมเร่ร่อนไปในที่ต่าง ๆ วนเวียนไปหลายแห่ง จะไปไหนบ้างเวลานี้ผมจำไม่ได้ ผมลืมไปหมดแล้วครับ"

การระลึกชาติของ ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ นับว่าเป็นการพิสูจน์เรื่อง "การเวียนตายเวียนเกิด" ค่อนข้างจะสมบูรณ์ดีมาก เพราะได้รับการยืนยัน จากหลายแหล่งด้วยกันคือ

1) จากปากคำของ ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ เอง
2) จากนางพรม เบ็ญทอง ยายของเด็ก
3) จากนายเขียน และ นางยวง หล่อนาค พ่อแม่ของเด็กในชาติก่อน
4) จากนางสวน หล่อนาค ภรรยาครูบัวไข
5) จาก จ.ส.ต. สนาน เพื่อนสนิทของครูบัวไข
6) จาก น.ส. ติ๋ม และ ต๋อย หรือ น.ส. บรรจง และ น.ส. เบ็ญจา หล่อนาค บุตรสาวฝาแฝดของครูบัวไข
7) จากทรัพย์สินของใช้ ของครูบัวไขหลายอย่าง ซึ่ง ด.ช. ชนัยจำได้อย่างแม่นยำ
8) จากแผลเป็นที่ถูกยิงตาย จากท้ายทอยทะลุออกทางหน้าผาก ซึ่งติดตัว ด.ช. ชนัย มาในชาตินี้ด้วย
9) จากปากคำของ นายคำรณ หรือ "เบิ้ม" และนางสมคิด ชูมาลัยวงศ์ พ่อและแม่ของ ด.ช. ชนัย ในปัจจุบันนี้

[ในตอนที่ปรับปรุงบทความนี้ เดือนเมษายน 2552  ครูบัวไข-ชาติก่อน/คุณชนัย-ชาตินี้] เขียนเป็นหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คออกมาเผยแพร่ ตอนที่ผมเห็นในร้านหนังสือนั้น เป็นการพิมพ์ครั้งที่ 2 แล้ว]
.........................

จากประเด็นตัวอย่างนั้น ถ้าพิจารณาในหลักการของความน่าจะเป็น ดช. ชนัยจะมีโอกาสรู้เรื่องราวต่างๆ นั้นยากมาก เพราะ ไม่ใช่เป็นคำตอบแบบเลือกตอบ

การที่ ดช. ชนัยรู้ได้อย่างนั้นแสดงว่า ดช. ชนัยเป็นครูบัวไขมาเกิดใหม่จริงๆ

ในกรณีนี้ ถ้าสมมุติว่าเป็นการหลอกลวง หรือเป็นการล้อเล่นกัน พิจารณาในเรื่องความน่าจะเป็นจะมีโอกาสที่เด็กอายุเพียง 3 ขวบจะจำเรื่องที่จะไปหลอกลวงหรือล้อเล่นกันได้ขนาดไหน

พูดง่ายๆ ก็ว่า ไม่มีทางเป็นไปได้เลย  ดังนั้น เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดถ้าพิจารณาในประเด็นของความน่าจะเป็น ก็เป็นความจริงที่ยอมรับได้

จากการศึกษาอย่างเป็นวิชาการ เด็กที่ระลึกชาติได้นั้น ไม่ใช่มีเพียงคน 2 คน เท่าที่มีการศึกษากัน มีประมาณ 2000-3000 คน

เด็กที่ระลึกชาติได้ ที่ไม่ศึกษาอย่างเป็นวิชาการ  ไม่มีการจดบันทึกและเผยแพร่ออกไป ไม่รู้อีกเป็นจำนวนเท่าไหร่  แต่คนไทยทั่วๆ ไปจะรู้จักและได้ยินได้ฟังเรื่องเหล่านี้ จนไม่มีข้อสงสัยอะไร

โดยสรุป
การตายแล้วหรือการเวียนว่ายตายเกิดมีจริงๆ เมื่อพิจารณาตามหลักการของความน่าจะเป็น

ถ้าจะมีใครแย้งว่า หลักการของความน่าจะเป็นนั้นไม่น่าเชื่อถือ  เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก  เพราะถ้าจะยึดหลักการที่ว่าความน่าจะเป็นนั้นไม่น่าเชื่อถือ งานวิจัยเชิงปริมาณเกือบทั้งหมดก็คงใช้ไม่ได้  แต่จากการศึกษาพบว่า แม้กระทั่งการทำโพลล์ ถ้าทำอย่างถูกต้องแล้ว ผลการศึกษาก็เชื่อถือได้

การเวียนว่ายตายเกิดเมื่อใช้หลักการของความน่าจะเป็นก็เห็นได้ว่า มีความเป็นจริงสูง คนที่ระลึกชาติไม่ได้ ไม่สามารถจะกระทำตามอย่างที่ยกมาเป็นตัวอย่างได้เลย ในเมื่อมีการเวียนว่ายตายเกิดจริง ดังนั้น สวรรค์นรกก็ต้องมีจริงๆ...



หลักการของความน่าจะเป็น (Probability)

ในบทความก่อนหน้านี้ ผมเขียนไว้ว่า ผมจะเสนอวิธีพิสูจน์ว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง โดยมีวิธีพิสูจน์ 5 ประการ ดังนี้
  1. หลักการพิสูจน์ผิดของคาร์ล ปอปเปอร์
  2. หลักการของความน่าจะเป็น
  3. พิสูจน์โดยทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์
  4. หลักฐานจากพระไตรปิฎก
  5. วิชาธรรมกาย
หลักการพิสูจน์ผิดของคาร์ล ปอปเปอร์ ผมได้นำเสนอไปแล้ว  วันนี้จะมากล่าวถึงหลักการของความน่าจะเป็น (Probability)

ในบทความนี้ ผมจะใช้หลักการของความน่าจะเป็นพิสูจน์ว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง เป็นความจริง 

เมื่อการเวียนว่ายตายเกิดมีจริง สวรรค์ นรก พรหม อรูปพรหมซึ่งเป็นสถานที่ที่สัตว์ทั้งหลายจะไปเกิดอยู่ก็ต้องเป็นจริงไปด้วย

หลักการของความน่าจะเป็น (Probability)

ความน่าจะเป็น (Probability) เป็นพื้นฐานสำคัญของหลักวิชาสถิติ และก็เป็นหลักสำคัญของการทำวิจัยเชิงสำรวจ  เพราะ นักวิจัยไม่สามารถจะไปเก็บข้อมูลกับประชากรทั้งหมดได้ ต้องสุ่มเก็บข้อมูลจำนวนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่ากลุ่มตัวอย่าง

ขอยกตัวอย่างการเลือกตั้งเมื่อวันที่  3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมาก็แล้วกัน

มีการทำเอ็กซิทโพล โดยจะเก็บข้อมูลจากผู้ที่ไปลงคะแนนเลือกตั้ง แล้วเดินออกมาจากคูหา

สำนักโพลล์ทั้งหลายก็ต้องคำนวณว่า ผู้เลือกตั้งมีจำนวนเท่าไหร่ จะเก็บกลุ่มตัวอย่างเท่าไหร่

สมมุติว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ แต่ละเขตมีประมาณ 10,000 คน เมื่อได้แบบสอบถามมาแล้ว นักวิจัยก็จะออกภาคสนามนำแบบสอบถามไปให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกรอก ข้อมูล

ในการให้ประชาชนกรอกข้อมูลเพื่อตอบแบบสอบถามนั้น จะไม่เก็บคนทั้งหมด 10,000 ชุด เพราะเปลืองงบประมาณและเสียเวลามาก อาจจะเก็บไม่ทันการเลือกตั้งด้วย

กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยแต่ละครั้ง จะเป็นเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับว่านักวิจัยต้องการความน่าเชื่อถือเท่าไหร่

ในการเก็บข้อมูลก็จะมีสูตรทางสถิติกำหนดไว้

สมมุติว่าตั้งการความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ก็ต้องเก็บข้อมูลจำนวนหนึ่ง
สมมุติว่าตั้งการความเชื่อมั่นร้อยละ 99 ก็ต้องเก็บข้อมูลจำนวนหนึ่งซึ่งมากขึ้นไปอีก
สมมุติ ว่าตั้งการความเชื่อมั่นร้อยละ 99.99 ก็ต้องเก็บข้อมูลจำนวนหนึ่งซึ่งมากขึ้นไปอีก ซึ่งในทางการทำวิจัยหรือทำโพลล์ (Poll) ก็จะมีสูตรอยู่ ซึ่งจะเป็นไปตามการคำนวณของหลักการของความน่าจะเป็น

เอ็กซิทโพลของเอแบคโพลล์ทำเสียชื่อเสียงมากในครั้งนี้ เนื่องจากทำนายว่า ในกรุงเทพฯ ประชาธิปัตย์จะได้เพียง 9 คน แต่ประชาธิปัตย์ได้ถึง 23 คน

แต่ส่วนใหญ่แล้ว เอ็กซิทโพลของเอแบคโพลล์ทำได้ตามหลักวิชา

จะเห็นว่า ความน่าจะเป็นกับความน่าเชื่อถือเกี่ยวพันกัน ถ้าการเก็บข้อมูลเป็นไปตามหลักวิชาการของความน่าจะเป็น ผลของการศึกษาก็จะตรงกับความเป็นจริง

ที่กล่าวไปข้างต้นก็คือ ส่วนที่เป็นความน่าเชื่อถือของการวิจัยกับความน่าจะเป็น แต่ที่จะเกี่ยวข้องกับบทความนี้ จะเป็นอย่างนี้

สมมุติว่ามีลูกเต๋าอยู่ 1 ลูก เป็นลูกเต๋าที่เที่ยง ถ้าถามว่า ในการโยนแต่ละครั้งโอกาสจะที่ลูกเต๋าจะหงายหน้า 6 มีโอกาสเป็นเท่าไหร่

จากโจทย์ก็มีโอกาสจะเป็นหน้าหก เท่ากับ 1 ใน 6

ดังนั้น ถ้ามีใครมาเอาถ้วยมาครอบลูกเต๋าไว้ แล้วเขย่า หลังจากนั้นทำนายว่า ลูกเต๋าจะเกิดเป็นหน้าอะไรนั้น  ก็มีโอกาสถูกแค่ 1 ใน 6 เท่านั้น

เมื่อเอาคนปกติธรรมดามาเขย่าลูกเต๋าแล้วให้ทำนายว่า เป็นหน้าอะไร  คนปกติก็จะทำนายถูกอยู่ในระดับหนึ่ง สมมุติว่าเป็นร้อยละ 25 คือ เท่ากับโอกาสที่ลิงชิมแปนซีกาแบบสอบถามแบบ 4 คำตอบ 

ดังนั้น ถ้านักเรียนคนไหนทำข้อสอบทำนองนี้ แต่ได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 25 ก็สามารถสรุปได้ว่า โง่กว่าลิง

แต่ถ้าใครมาบอกว่า เขามีตาวิเศษสามารถมองเห็นว่า ลูกเต๋าในถ้วยนั้น ออกเป็นหน้าอะไร บุคคลคนนั้นต้องทำนายถูกมากกว่าคนธรรมดา เช่น อาจจะทำนายถูกถึงร้อยละ 50 เป็นต้น

ในกรณีนี้ ถ้าผู้อ่านเป็นคนไทยอาจจะนึกว่า มันจะต้องทำนายถูกทุกครั้ง ในเมื่อมีตาวิเศษ  ผมก็เห็นด้วยเช่นนั้น แต่หลักการนี้และที่จะอธิบายต่อไปเป็นหลักการของนักวิชาการชาวต่างประเทศ เป็นคนคิด จึงต้องเชื่อไปตามนั้นก่อน

วิธีการดังกล่าวนี้ นักวิจัยชาวต่างประเทศนำมาศึกษาว่า การทำสมาธิสามารถรักษาโรคได้หรือไม่”  ซึ่งวิธีการทำวิจัยก็แบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนรักษากับกลุ่มคนไข้  ในการนั่งสมาธิทั้ง 2 กลุ่มจะนั่งสมาธิกันคนละแห่ง ซึ่งไกลกันพอสมควร

เมื่อนั่งสมาธิทำการรักษากันไปหลายๆ ครั้ง ก็นำสถิติการหายจากโรคมาคำนวณ ด้วยหลักการความน่าเชื่อถือของความน่าจะเป็นดังกล่าว ผลของการศึกษาก็พบว่า การนั่งสมาธิสามารถรักษาโรคได้...